8 สมรรถนะของการรู้คิด

functions

 

Carl Jung นักจิตวิทยาชาวสวิสได้ค้นพบว่าเมื่อเวลาที่จิตใจของเรามีสภาพปกติและพร้อมใช้งาน เราจะมีการกระทำ 2 อย่างคือ การรับรู้ข้อมูลและการตัดสินใจ ท่ามกลางโลกภายนอก (Extraverted) และโลกภายใน (Introverted)  Jung ได้จำแนกออกเป็น 8 ลักษณะของการทำหน้าที่การใช้งานการกระทำทางจิตใจให้เกิดผลสำเร็จในชีวิตประจำวัน เขาสร้าง 8 ลักษณะการทำงานเหล่านี้ควบคู่ไปกับความต่างทางด้านทัศนคติ (Attitudes) และการทำงาน (Functions)

เกี่ยวกับ ทัศนคติ (Attitudes) และการทำงาน (Functions)

ทัศนคติ (Attitudes) – Extraversion และ Introversion

ในส่วนแรกที่สร้างความแตกต่างใน 8 สมรรถนะของการรู้คิดคือ ทัศนคติ (Attitudes) ส่วนนี้จะวัดความแตกต่างในการปรับตัวและหันให้เข้ากับโลก

  • Extraversion  – ได้รับพลังงานจากโลกภายนอก อันได้แก่ คนรอบตัว สถานที่และสิ่งต่างๆ
  • Introversion – ได้รับพลังงานจากโลกภายใน อันได้แก่ความคิดและไอเดีย

Jung เชื่อว่าการปรับตัวหรือปฏิบัติตนให้สอดคล้องกับโลกคือรากฐานอันสำคัญของลักษณะทางบุคลิกภาพ พลังงานจากโลกภายนอกหรือภายในที่เราเลือกใช้เป็นส่วนประกอบส่วนหนึ่งของลักษณะบุคลิกภาพของคนใดคนหนึ่ง เราสลับทางเลือกของพลังงานทั้ง 2 นี้อยู่ทุกๆวัน สุดท้ายแล้วก็ขึ้นอยู่กับความต้องการของเราหรือตามที่สภาพแวดล้อมเป็นตัวกำหนด Jung เชื่อว่าคนเราทุกคนจะรู้สึกเหมือนได้อยู่ในบ้านหรือเป็นที่ที่เราสบายใจมากที่สุดก็ต่อเมื่อเราได้อยู่ในสภาพแวดล้อมแบบ Extraversion หรือ Introversion อันใดอันหนึ่ง

การทำงาน (Functions) – Perceiving และ Judging

จากการที่ Jung คอยเฝ้าสังเกตคนจำนวนมากเป็นเวลานาน เขาพบว่าเพียงแค่เรื่องของการเลือกใช้ทางเลือกพลังงานอย่างเดียวนั้นไม่สามารถอธิบายความแตกต่างทางบุคลิกภาพที่มีอยู่มากมายได้

ด้วยเหตุนี้ เขาจึงสร้าง 2 ความแตกต่างของการกระทำทางจิตใจที่ใช้ในการรับรู้หรือเข้าใจในข้อมูล (Perceiving Functions) อันได้แก่ ใช้ประสาทสัมผัส (Sensing) และ ใช้สัญชาตญาณ (Intuition)

  • Sensing – กระบวนการในการสะสมและรับรู้ข้อมูลที่เป็นรูปธรรมโดยการใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5
  • Intuition – กระบวนการในการรับรู้ข้อมูลโดยการเชื่อมความเกี่ยวข้องหรืออนุมานความหมายซึ่งจะลึกไปกว่าการใช้แค่ประสาทสัมผัสทั้ง 5

Jung ยังได้สร้างความแตกต่างของการกระทำทางจิตใจที่ใช้ในเวลาที่จะตัดสินใจ (Judging Functions) อีกด้วย อันได้แก่ ใช้ความคิด (Thinking) และ ใช้ความรู้สึก (Feeling)

  • Thinking – กระบวนการตัดสินใจหรือประเมินข้อมูลโดยการใช้ความมีเหตุผล การคิดวิเคราะห์เป็นเกณฑ์
  • Feeling – กระบวนการตัดสินใจหรือประเมินข้อมูลโดยการคำนึงถึงอะไรที่สำคัญสำหรับตัวเราและคนอื่น

ในส่วนของหัวข้อ การทำงาน (Functions) นี้จึงมีทั้งหมด 4 แบบ (Sensing/Intuition/Thinking/Feeling) ทั้ง 2 การกระทำทางจิตใจนี้คือแกนหลักของเรื่องการทำงาน

เมื่อรวมเข้ากับทัศนคติในหัวข้อข้างบน Jung มันใจว่าพวกเรามีใจโน้มเอียงที่จะเลือกใช้หรือถนัด(จนติดเป็นนิสัย) 1 ใน 4 การกระทำทางจิตใจต่างๆเหล่านี้มากกว่าอีก 3 การกระทำทางจิตใจที่เหลือ บางคนอาจจะถนัดการใช้ Perceiving Functions มากกว่า Judging Functions แต่ในทางกลับกัน บางคนก็อาจจะถนัดการใช้ Judging Functions มากกว่า Perceiving Functions

8 สมรรถนะของการรู้คิด

Jung ค้นพบว่าพวกเราทุกคนใช้ทัศนคติระหว่าง Extraversion กับ Introversion ควบคู่ไปกับการทำงานระหว่าง Perceiving Functions หรือ Judging Functions ซึ่งแยกย่อยออกไปอีก 4 แบบเสมอ

4 แบบของการทำงาน (Sensing/Intuition/Thinking/Feeling) กับ 2 แบบของทัศนคติ (Extraverted/Introverted) เมื่อนำมารวมกัน (4×2 =8) จึงกลายเป็น 8 แบบของสมรรถนะของการรู้คิด (ต่อจากนี้จะขอเรียกสั้นๆว่า 8 การทำหน้าที่)

ในคนทุกๆคนจะมี 8 การทำหน้าที่และการทำหน้าที่ต่างๆเหล่านี้จะปรากฏอยู่ในคนแต่ละคนอย่างแตกต่างกัน ทุกๆแบบบุคลิกภาพ (MBTI) จะมีการทำหน้าที่อันที่มีความเด่นที่สุด (Dominant Function – การทำหน้าที่อันหลักซึ่งแข็งแรงและเป็นธรรมชาติที่สุด) และจะมีการทำหน้าที่อันที่เป็นเหมือนส่วนเสริมหรือเพิ่มเติมเข้ามาเพื่อช่วยสนับสนุนการทำหน้าที่อันหลัก (Auxiliary Function – การทำหน้าที่อันเสริมซึ่งเป็นอันที่มีความแข็งแรงรองลงมาจากการทำหน้าที่อันหลัก) นอกจากนี้ยังมี การทำหน้าที่ลำดับที่ 3 (Tertiary Function – เป็นเหมือนการทำหน้าที่ลำดับ 3 ที่ตัวเราเลือกใช้) และ การทำหน้าที่ลำดับที่ 4 (Inferior Function – การทำหน้าที่อันด้อยหรือที่ไม่ถนัด)

8 สมรรถนะของการรู้คิด เป็นเรื่องที่สำคัญมากถ้าคิดจะเรียนรู้เกี่ยวกับความแตกต่างของบุคลิกภาพแบบ MBTI ทั้ง 16 แบบ ความแตกต่างของบุคลิกภาพ 2 แบบสามารถเกิดขึ้นได้จากความต่างของตัวอักษรเพียงตัวเดียว เช่นเดียวกันกับในเรื่องของ 8 สมรรถนะของการรู้คิด เพียงแค่ตัวอักษรเดียวจาก MBTI ก็สามารถเปลี่ยนลักษณะของการใช้การทำหน้าที่อันหลัก (Dominant Function) และสิ่งที่ผู้คนกระทำและแสดงออกในเรื่องของบุคลิกภาพได้ เรื่องเกี่ยวกับ 8 สมรรถนะของการรู้คิดคือรากฐานสำคัญของ MBTI ทั้ง 16 แบบ เรามาดูกันเลยดีกว่าว่า 8 สมรรถนะของการรู้คิดนั้นมีอะไรบ้าง

Cognitive Functionsตัวย่อMBTI ที่ใช้เป็นอันหลัก
Extraverted SensingSeESTP และ ESFP
Introverted SensingSiISTJ และ ISFJ
Extraverted IntuitionNeENTP และ ENFP
Introverted IntuitionNiINTJ และ INFJ
Extraverted ThinkingTeESTJ และ ENTJ
Introverted ThinkingTiISTP และ INTP
Extraverted FeelingFeESFJ และ ENFJ
Introverted FeelingFiISFP และ INFP

หมายเหตุ : เราสามารถเข้าใจและจดจำตัวอักษรย่อ 2 ตัวได้ง่ายๆโดยที่ไม่ต้องย้อนกลับไปดูคำเต็มบ่อยๆ ตัวอักษรแรก (ตัวพิมพ์ใหญ่) ตัว S/N/T/F มาจาก Sensing/Intuition/Thinking/Feeling ตามลำดับ และตัวอักษรที่สอง (ตัวพิมพ์เล็ก) ตัว e และ i มาจาก Extraverted และ Introverted ตามลำดับ

เข้าใจการทำงานของทั้ง 8 แบบ

Extraverted Sensing (Se) – เมื่อใดที่คุณสนใจเหตุการณ์หรือสิ่งที่เกิดขึ้น ณ เวลานั้นๆผ่านทางประสาทสัมผัสทั้ง 5 นำมาประมวลผลเป็นโลกแห่งความจริง เป็นการประมวลผลที่เกิดขึ้นทันทีทันใด เช่น ถ้าคุณได้ยินเสียงนกร้องมาจากข้างนอก นั่นแปลว่าสมองของคุณกำลังใช้การทำทำหน้าที่แบบ Extraverted Sensing ในการรับฟังเสียงนก

Introverted Sensing (Si) – เมื่อใดที่คุณสนใจเหตุการณ์หรือสิ่งที่เกิดขึ้นที่ถูกเก็บรวบรวมอยู่ในความทรงจำหรือประสบการณ์มากกว่าที่จะสนใจสิ่งที่เกิดขึ้น ณ เวลานั้นๆ เช่น ในเวลาที่เรานึกถึงเสียงนกร้องเมื่อสัปดาห์ก่อนขึ้นมาได้

Extraverted Intuition (Ne) – เมื่อใดที่คุณมองเห็นความเป็นไปได้หลายๆทางในอนาคต จะเกิดขึ้นในตอนที่คุณกำลังใช้การระดมสมองอย่างรวดเร็ว เป็นการมองเห็นถึงความเกี่ยวข้องหรือความสัมพันธ์ระหว่างคนและเหตุการณ์ต่างๆ

Introverted Intuition (Ni) – เมื่อใดที่คุณได้ข้อสรุปหรือเข้าใจอะไรบางอย่างอย่างแจ่มแจ้ง ซึ่งก็ไม่สามารถหาที่มาที่แน่ชัดของการเข้าใจนี้ได้ หรือเปรียบง่ายๆก็คือถ้าเรามีช่วงเวลาที่พูดออกมาว่า “อย่างนี้นี่เอง” (ถ้านึกภาพไม่ออก ให้นึกถึงการ์ตูนหรือหนังนักสืบในเวลาที่นักสืบเข้าใจถึงกลอุบายของคนร้าย)

Extraverted Thinking (Te) – เมื่อใดที่คุณกำลังทำการตัดสินใจเกี่ยวกับโลกภายนอกโดยใช้ข้อเท็จจริงที่เป็นรูปธรรม ไม่ใช่สิ่งที่คุณคิดหรือเข้าใจเป็นการส่วนตัว

Extraverted Feeling (Fe) – เมื่อใดที่คุณกำลังทำการตัดสินใจโดยใช้ค่านิยมในสังคมเป็นหลัก ซึ่งจะคำนึงถึงความเป็นอยู่ที่ดีของคน ค่านิยมหล่านี้เป็นสิ่งที่คนทั้งหมดสนใจหรือมีความเกี่ยวข้องกับด้านวัฒนธรรมมากกว่าที่จะสนใจค่านิยมส่วนตัวของตนเอง

Introverted Thinking (Ti) – เมื่อใดที่คุณตัดสินใจโดยใช้ข้อมูล, ประเภท/การแยกแยะ และทฤษฎีต่างๆที่อยู่ในหัวของคุณเป็นหลัก

Introverted Feeling (Fi) – เมื่อใดที่คุณตัดสินใจโดยใช้ค่านิยมส่วนตัว ซึ่งจะคำนึงถึงสิ่งต่างๆที่อาจจะส่งผลกระทบต่อตัวของคุณคนเดียวมากกว่าที่จะคำนึงถึงผู้อื่น

ตารางการเปรียบเทียบการทำหน้าที่ของ MBTI ทั้ง 16 แบบ

MBTI Dominant (หลัก)Auxiliary (เสริม)Tertiary (3)Inferior (4)
INTPIntroverted ThinkingExtraverted IntuitionIntroverted SensingExtraverted Feeling
ISTPIntroverted ThinkingExtraverted SensingIntroverted IntuitionExtraverted Feeling
ENTPExtraverted IntuitionIntroverted ThinkingExtraverted FeelingIntroverted Sensing
ENFPExtraverted IntuitionIntroverted FeelingExtraverted ThinkingIntroverted Sensing
ISFPIntroverted FeelingExtraverted SensingIntroverted IntuitionExtraverted Thinking
INFPIntroverted FeelingExtraverted IntuitionIntroverted SensingExtraverted Thinking
INTJIntroverted IntuitionExtraverted ThinkingIntroverted FeelingExtraverted Sensing
INFJIntroverted IntuitionExtraverted FeelingIntroverted ThinkingExtraverted Sensing
ESTJExtraverted ThinkingIntroverted SensingExtraverted IntuitionIntroverted Feeling
ENTJExtraverted ThinkingIntroverted IntuitionExtraverted SensingIntroverted Feeling
ESFJExtraverted FeelingIntroverted SensingExtraverted IntuitionIntroverted Thinking
ENFJExtraverted FeelingIntroverted IntuitionExtraverted SensingIntroverted Thinking
ISTJIntroverted SensingExtraverted ThinkingIntroverted FeelingExtraverted Intuition
ISFJIntroverted SensingExtraverted FeelingIntroverted ThinkingExtraverted Intuition
ESTPExtraverted SensingIntroverted ThinkingExtraverted FeelingIntroverted Intuition
ESFPExtraverted SensingIntroverted FeelingExtraverted ThinkingIntroverted Intuition

การต่อยอดของ John Beebe

John Beebe เป็นหนึ่งในนักวิเคราะห์งานของ Carl Jung คนสำคัญ เขาได้พัฒนางานของ Jung ไปอย่างมาก ในเรื่องของ 8 สมรรถนะของการรู้คิดนี้ก็เช่นกัน เขาได้เพิ่มการทำหน้าที่ส่วนที่เป็นเหมือนเงา (Shadow Functions) ไปอีก 4 การทำหน้าที่ โดยจะเรียงต่อจากการทำหน้าที่หลัก, เสริม และที่ 3 กับที่ 4 โดยยึดการทำหน้าที่ตั้งแต่ลำดับ 1-4 เป็นหลักแต่จะสลับด้านระหว่าง Extraverted หรือ Introverted แทน เช่น INTJ มีการทำหน้าที่อันหลักเป็น Introverted Intuition การทำหน้าที่ลำดับ 5 ของ INTJ ก็เลยเป็น Extraverted Intuition การทำหน้าที่อันเสริมของ INTJ คือ Extraverted Thinking การทำหน้าที่ลำดับ 6 ของ INTJ ก็เลยเป็น Introverted Thinking เป็นต้น

ทำให้ตอนนี้เราสามารถนำการทำหน้าที่ทั้งหมดที่มีมาเรียงลำดับการเลือกใช้การทำหน้าที่ต่างๆของแต่ละบุคลิกภาพได้ถึง 8 ลำดับ การทำหน้าที่แบบเงาเป็นการทำหน้าที่ที่จะเกิดขึ้นในระหว่างที่เราอยู่ในภาวะที่ขาดสติ ซึ่งตรงจุดนี้หมายถึงการที่จิตใจเข้าสู่ภาวะการนึกคิดไปตามจิตใต้สำนึก มันพร้อมจะรับรู้และประมวลผลข้อมูลในด้านลบเข้ามายังจิตใจของคุณได้ทุกเมื่อโดยที่คุณไม่รู้ตัว และคุณจะไม่สามารถควบคุมตัวเองหรือการทำหน้าที่ส่วนที่เป็นเงาได้ถ้าหากมันอยู่ในช่วงที่กำลังทำงาน พวกการทำหน้าที่แบบเงานี้มันพร้อมจะสร้างปัญหาให้คุณได้เสมอถ้าหากคุณมีความเครียดหรือความทุกข์ใจ อย่างไรก็ตาม การทำหน้าที่ที่เป็นเงาเหล่านี้ มันอาจจะมีประโยชน์ในทางบวกสำหรับคุณบ้างสักนิด ถ้าหากเราเปิดใจที่จะรับมือและเข้าใจมัน

ตารางการเปรียบเทียบการทำหน้าที่แบบเงาของ MBTI ทั้ง 16 แบบ

MBTIOpposing (5)Critical Parent (6)The Trickster (7)Demonic (8)
INTPExtraverted ThinkingIntroverted IntuitionExtraverted SensingIntroverted Feeling
ISTPExtraverted ThinkingIntroverted SensingExtraverted IntuitionIntroverted Feeling
ENTPIntroverted IntuitionExtraverted ThinkingIntroverted FeelingExtraverted Sensing
ENFPIntroverted IntuitionExtraverted FeelingIntroverted ThinkingExtraverted Sensing
ISFPExtraverted FeelingIntroverted SensingExtraverted IntuitionIntroverted Thinking
INFPExtraverted FeelingIntroverted IntuitionExtraverted SensingIntroverted Thinking
INTJExtraverted IntuitionIntroverted ThinkingExtraverted FeelingIntroverted Sensing
INFJExtraverted IntuitionIntroverted FeelingExtraverted ThinkingIntroverted Sensing
ESTJIntroverted ThinkingExtraverted SensingIntroverted IntuitionExtraverted Feeling
ENTJIntroverted ThinkingExtraverted IntuitionIntroverted SensingExtraverted Feeling
ESFJIntroverted FeelingExtraverted SensingIntroverted IntuitionExtraverted Thinking
ENFJIntroverted FeelingExtraverted IntuitionIntroverted SensingExtraverted Thinking
ISTJExtraverted SensingIntroverted ThinkingExtraverted FeelingIntroverted Intuition
ISFJExtraverted SensingIntroverted FeelingExtraverted ThinkingIntroverted Intuition
ESTPIntroverted SensingExtraverted ThinkingIntroverted FeelingExtraverted Intuition
ESFPIntroverted SensingExtraverted FeelingIntroverted ThinkingExtraverted Intuition

การใจถึงบทบาทของแต่ละการทำหน้าที่

การทำหน้าทั้ง 8 แบบมีบทบาทและหน้าที่ที่แตกต่างกันไปดังนี้

 การทำหน้าที่ลำดับ 1 – บทบาท Hero / Heroine 

การทำหน้าที่ที่แข็งแรงที่สุด จะอยู่ในบทบาทของ Hero/Heroine  (ฮีโร่/วีรสตรี) ซึ่งก็คือการทำหน้าที่หลัก (Dominant Function) นั่นเอง ฟังจากชื่อเรียกก็คงจะพอเดาออกบ้างแล้วใช่มั้ยครับ ว่ามันเป็นการทำหน้าที่ที่ช่วยเราให้ประสบความสำเร็จหลายๆอย่าง ช่วยให้เรารับมือและแก้ไขสถานการณ์ที่เลวร้ายให้ดีขึ้น

เมื่อพิจารณาถึงสิ่งต่างๆในชีวิตเรา เวลาใดที่มีความก้าวหน้าเป็นอย่างมากหรือได้ทำอะไรที่ยิ่งใหญ่สุดๆ จนประสบความสำเร็จจากการที่ทำงานเป็นอย่างหนัก นั่นเป็นผลมาจากการทำหน้าที่ของ Hero / Heroine นั่นเองที่ช่วยเราแบกรับและดำเนินทำสิ่งต่างๆให้เกิดผลสำเร็จ

การทำหน้าที่ลำดับ 2 – บทบาท Auxiliary / Supportive / Parent 

นี่เป็นการทำหน้าที่ที่แข็งแรงที่สุดรองลงมาจากการทำหน้าที่แรก ซึ่งก็คือการทำหน้าที่อันเสริม (Auxiliary Function) นั่นเอง มันช่วยสนับสนุนการทำหน้าที่แบบ Hero/Heroine โดยทั้งการทำหน้าที่ลำดับ 1 และการทำหน้าที่อันนี้ก็เป็น 90% ของบุคลิกภาพเราแล้ว

บางทีการทำหน้าที่อันนี้ก็ถูกเรียกว่าเป็นผู้ปกครอง (Parent) เพราะว่าการทำหน้าที่อันนี้มันถูกใช้ในแนวๆการช่วยเหลือคนอื่นหรือการสนับสนุนผู้อื่น

ตามที่ John Beebe ค้นพบ เมื่อเราเอื้อมมือเข้าไปช่วยเหลือใครสักคน เราจะเริ่มต้นการช่วยเหลือนี้จากการทำหน้าที่ลำดับ 2

การทำหน้าที่ลำดับ 3 – บทบาท Tertiary / Relief 

การทำหน้าที่อันใดก็ตามที่อยู่ในบทบาทของ Tertiary/Relief จะเป็นการทำหน้าที่อันที่อ่อนแอและสร้างปัญหาเสมอ

การทำหน้าที่อันนี้จะไม่พัฒนาจนกว่าจะถึงช่วงวัยกลางคน เนื่องมาจากมันถูกใช้งานน้อยมากๆ และถ้าหากคุณมีความจำเป็นต้องใช้การทำหน้าที่อันนี้ในระหว่างช่วงที่คุณเป็นวัยรุ่นหรืออยู่ในช่วงกลางของอายุเลข 2 คุณจะพบกับความผิดพลาดและความล้มเหลวอย่างแน่นอน

แน่นอนว่าคุณไม่สามารถไว้ใจในการทำหน้าที่ลำดับ 3 ได้อย่างที่คุณทำในการทำหน้าที่ลำดับ 1 และ 2

นักจิตวิทยาแนะนำว่าคุณควรจะใช้การทำหน้าที่บทบาท Tertiary/Relief  ในเรื่องเกี่ยวกับการผ่อนคลาย, การเล่นสนุก, การพักผ่อนหย่อนใจ หรืออะไรก็ได้ที่ไร้ความเครียด ดังนั้นอีกชื่อหนึ่งของบทบาทนี้นอกจากที่แปลว่าลำดับที่ 3 (Tertiary) มันจึงถูกเรียกว่า Relief หรือที่แปลว่าการผ่อนคลายนั่นเอง

 การทำหน้าที่ลำดับ 4 – บทบาท Inferior / Aspirational 

การทำหน้าที่อันใดก็ตามที่อยู่ในบทบาทของ Inferior/Aspirational จะอ่อนแอสำหรับคุณแต่มันก็ซ่อนบางอย่างที่พิเศษดั่งชื่อบทบาทที่ว่า Aspirational แปลคร่าวๆคือที่เป็นความปรารถนา การทำหน้าที่อันนี้จะเป็นสิ่งที่คุณต้องการจะดีขึ้น

แน่นอนว่าในระหว่างช่วงที่คุณยังอายุไม่เยอะ การใช้การทำหน้าที่ลำดับ 4 จะเป็นจุดอ่อนของคุณ อาจจะพบเจอกับความผิดพลาดหรือที่ต้องอับอาย คุณคงจะไม่สามารถใช้ทักษะหรือปฏิบัติงานอะไรที่มีความเกี่ยวข้องกับการทำหน้าที่ลำดับ 4 นี้ได้อย่างสบายๆ

แต่คุณจะค้นพบความน่าพึงพอใจ อาจจะเป็นความก้าวหน้าและสร้างสมดุลให้กับชีวิตของคุณ ถ้าคุณพยายามลองฝึกใช้การทำหน้าที่อันนี้อย่างเป็นระยะๆ การทำหน้าที่ลำดับ 4 ยังถูกมองว่าเป็นการทำหน้าที่ที่เปรียบเสมือนประตูการเข้าสู่จิตใต้สำนึก

มันจะเป็นเรื่องดีถ้าคุณใช้การทำหน้าที่ลำดับ 4 ในแบบที่ไร้ความกดดัน, ความเครียด และในทางที่ดีงาม เนื่องจากการทำหน้าที่ลำดับ 4 จะเป็นที่เก็บพลังงานและตัวสร้างความคิดสร้างสรรค์ที่จะมีประโยชน์ต่อคุณโดยที่คุณอาจไม่รู้สึกตัว เนื่องจากมันอาจเกิดขึ้นโดยมาจากจิตใต้สำนึกของคุณ

ดังนั้นคุณควรที่จะพยายามลองใช้การทำหน้าที่ลำดับ 4 ดูบ้าง มันจะช่วยให้คุณสามารถทำทุกสิ่งที่คุณทำได้

ต่อจากนี้ การทำหน้าที่ลำดับที่ 5 – 8 จะเป็นการทำหน้าที่ซึ่งเสมือนเงา (Shadow Functions) เป็นการทำหน้าที่ที่เกิดขึ้นในระหว่างช่วงเวลาที่คุณไม่ได้สติ (Unconscious) ซึ่งมีความหมายในที่นี้คือ คุณไม่สามารถที่จะรับรู้หรือควบคุมมันได้ ตลอดจนใช้งานมันอย่างอย่างมีประสิทธิภาพ (มันคือจิตใต้สำนึกของเรานั่นเอง)

การทำหน้าที่ลำดับ 5 – บทบาท Opposing

พวกเรามักจะใช้การทำหน้าที่ลำดับ 5 ในแนวทางการป้องกันตัวเอง ตามที่ชื่อบทบาทของเรียกว่า Opposing (ที่คัดค้าน) มันเป็นสิ่งที่ทำให้คุณกลายเป็นคนดื้อดึง, ไม่เห็นด้วย, ไม่เป็นมิตร, ก้าวร้าว, ที่ชอบเถียง และที่ขัดขวาง คุณจะไม่เข้าร่วมหรือให้ความสนใจกับอะไรก็ตามที่เกิดขึ้นในเวลานั้น

ดังนั้นลองดูการทำหน้าที่ลำดับ 5 ของ MBTI 4 ตัวของคุณสิ จากนั้นลองอ่านดูว่าการทำหน้าที่อันนั้นมันเกี่ยวกับอะไรและมันผลักดันให้คุณกลายเป็นคนที่ปกป้องตัวเองใช่หรือไม่

การทำหน้าที่ลำดับ 6 – บทบาท Critical Parent

พวกเราทุกคนเคยถูกพ่อหรือแม่ตำหนิมาแล้วทั้งนั้น มันเป็นตอนที่พ่อแม่บอกเราว่าสิ่งที่เราทำอยู่นั้นมันผิดหรือแย่

การทำหน้าที่ในบทบาท Critical Parent จะเป็นเหมือนผู้ปกครองที่คอยตำหนิอยู่ในหัวของเรา มันจะมีผลให้เราวิพากษ์วิจารณ์ตัวเองหรือผู้อื่น

การทำหน้าที่อันนี้ถูกใช้อย่างเป็นระยะๆและจะปรากฎออกมาในสถานการณ์ที่คุณมีความเครียด เช่น ในเวลาใดที่คุณมีสิ่งที่สำคัญๆตกอยู่ในความเสี่ยง, ความอันตราย หรืออะไรก็ตามที่เป็นในทางลบ เมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว มันก็สามารถที่จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

การทำหน้าที่อันใดก็ตามที่อยู่ในบทบาทนี้ จะทำให้คุณได้ลิ้มรสกับการตำหนิติเตียนตัวเองอย่างแน่นอน

เพื่อที่จะเข้าถึงด้านดีของการทำหน้าที่ในบทบาทนี้ เราควรเรียนรู้ที่จะเห็นคุณค่าและเปิดใจให้กับมัน มันอาจจะสร้างคุณภาพและสติปัญญาอย่างน่าเหลือเชื่อให้กับคุณ

การทำหน้าที่ลำดับ 7 – บทบาท The Trickster 

การทำหน้าที่อันใดก็ตามที่อยู่ในการทำหน้าที่ลำดับ 7 จะสร้างความเศร้าโศกในตลอดช่วงเวลาชีวิตของคุณ

การทำหน้าที่บทบาท The Trickster จะหลอกเราและจะบิดเบือนเราในสิ่งที่เราได้พบเจอหรือที่คิดว่าเราได้สัมผัสมาให้เราเข้าใจไปอีกแบบหนึ่ง ซึ่งมันตรงข้ามกับความเป็นจริง

Mike Shur ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการประเมินผลและบุคลิกภาพได้ให้คำอธิบายไว้ว่า การทำหน้าที่ลำดับ 7 ก็เหมือนเราได้เดินผ่านบ้านอันแสนสนุกในงานรื่นเริง ข้างในมีห้องที่มีแต่กระจก มันยืดและบิดเบือนคุณ ให้คุณดูสูงและผอมกว่าสิ่งที่คุณเป็นจริงๆ

การทำหน้าที่ลำดับ 7 มักจะเกิดขึ้นบ่อยที่สุดก็ตอนที่คุณมีความเครียดหรืออยู่ภายใต้ความกดดัน ไม่ก็อยู่ในช่วงที่คุณเหนือยหนักเกินไป คุณจะไม่สามารถเชื่อในการรับรู้ข้อมูลหรือการตัดสินใจของคุณได้เลยถ้าหากอยู่ในช่วงที่การทำหน้าที่ลำดับ 7 นั้นถูกใช้งานอยู่

คุณจะมองเห็นและเชื่อสิ่งต่างๆที่มันไม่ใช่ความจริง คุณจะทำให้ตัวเองหรือคนรอบข้างตกอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องเลือกระหว่าง 2 ทางเลือกด้วยความจำยอม (Double Bind) เพราะไม่ว่าทางเลือกไหนก็ไม่ดีทั้งนั้น

การทำหน้าที่ลำดับ 8 – บทบาท Demonic / Transformative

การทำหน้าที่อันใดก็ตามที่อยู่ในบทบาท Demoic/Transformative จะอธิบายถึงสิ่งที่คุณมีความแย่มากที่สุด ด้วยเหตุนี้ชื่อของบทบาทนี้จึงถูกเรียกว่า Demonic (ซึ่งเหมือนปีศาจ)

การทำหน้าที่ลำดับ 8 นี้นานๆทีจะสามารถเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ ที่จะขับเคลื่อนคุณสู่การเจริญเติมโตที่ดีและโตเต็มวัยในด้านของบุคลิกภาพได้ ที่บอกว่านานๆทีเพราะมันยากที่เราจะพัฒนาข้อเสียอันยิ่งใหญ่ของบทบาทนี้ แต่ถ้าคุณพอที่จะแก้มันได้บ้าง มันจะช่วยให้คุณพบกับความสำเร็จได้ง่ายขึ้นอย่างแน่นอน

แต่โดยส่วนมากถ้าสถานการณ์มันบังคับให้คุณต้องใช้การทำหน้าที่อันนี้ มันจะไม่เป็นเรื่องดีอย่างแน่นอนและคุณยังจะต้องเสียใจในภายหลังถ้าหากต้องทำอะไรที่มีความเกี่ยวข้องกับบทบาทนี้ด้วย

ตัวอย่างของข้อดี/ข้อเสีย/จุดบอดให้เห็นภาพของการทำงานชัดเจนยิ่งขึ้น

การทำหน้าที่อันที่แข็งแรงที่สุดถูกเรียกว่าการทำหน้าที่อันหลัก (Dominant Function) และโดยส่วนมากมันจะถูกพัฒนาในตั้งแต่ช่วงอายุ 13 ปี

การทำหน้าที่อันที่แข็งแรงรองลงมาถูกเรียกว่าการทำหน้าที่อันเสริม (Auxiliary Function) มันช่วยส่งเสริมและสนับสนุนการทำหน้าที่อันหลักของคุณ โดยส่วนมากมันจะถูกพัฒนาในช่วงอายุ 21 ปี

เมื่อรวมการทำหน้าที่อันหลักและการทำหน้าที่อันเสริมเข้าด้วยกัน เพียงแค่ 2 การทำหน้าที่นี้ก็สามารถอธิบายถึงลักษณะบุคลิกภาพของเราได้ถึง 90% แล้ว คุณจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้ในอีก 6 การทำหน้าที่ที่เหลือมากนัก

อย่างไรก็ตาม การเรียนรู้การทำหน้าที่อีก 6 ลำดับที่เหลือจะทำให้คุณพบกับสิ่งที่เป็นข้อเสีย ที่เป็นจุดบอดของคุณ และสิ่งที่คุณจะสามารถดีขึ้นในช่วงที่มีการเจริญเติบโตเต็มวัยในด้านของบุคลิกภาพ

การทำหน้าที่ลำดับ 3 (Tertiary Function) จะไม่เป็นการทำหน้าที่ที่แข็งแรงจนเราสามารถพึ่งพามันได้ แต่คุณสามารถพบวิธีใช้งานมันในแนวทางที่สร้างความผ่อนคลายและพักผ่อนหย่อนใจสำหรับคุณ

การทำหน้าที่ลำดับ 4 (Inferior Function) ถูกเรียกว่า Inferior (ด้อย) เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่คุณอ่อน อย่างไรก็ตาม มันคือสิ่งที่คุณจะมีการพัฒนาขึ้น เมื่อคุณมีการเจริญเติบโตทางด้านบุคลิกภาพเต็มที่

มาดูตัวอย่างกันเถอะ ในที่นี้ผมจะขอใช้ INTJ เป็นการยกตัวอย่างนะครับ เนื่องจากตัวผมเป็น INTJ

การทำหน้าที่ลำดับต่างๆการทำหน้าที่ที่ INTJ ใช้ในลำดับนั้นๆ
(1) Dominant (Hero / Heroine)Introverted Intuition (Ni)
(2) Auxiliary (Supporting)Extraverted Thinking (Te)
(3) Tertiary (Relief)Introverted Feeling (Fi)
(4) Inferior (Aspirational)Extraverted Sensing (Se)
(5) OpposingExtraverted Intuition (Ne)
(6) Critical ParentIntroverted Thinking (Ti)
(7) The Trickster/DeceivingExtraverted Feeling (Fe)
(8) Demonic / AngelicIntroverted Sensing (Si)

การทำหน้าที่ลำดับ 1 (บทบาทฮีโร่)

การทำหน้าที่ลำดับ 1 หรือการทำหน้าที่อันหลัก ของคนที่มีบุคลิกภาพแบบ INTJ ก็คือ Introverted Intuition หรือ Ni

การทำหน้าที่อันหลักของคนเรา จะเป็นการทำหน้าที่อันที่แข็งแรงที่สุด เป็นธรรมชาติที่สุด และถูกพัฒนามากที่สุด

เมื่อใดก็ตามที่การทำหน้าที่อันหลักของใครเป็น Introverted คนนั้นๆก็จะประพฤติตนเป็นคนที่ชอบการเก็บตัว เช่นเดียวกัน ถ้าการทำหน้าที่อันหลักของใครเป็น Extraverted คนๆนั้นก็จะประพฤติตนเป็นคนที่ชอบการเข้าสังคม

หมายเหตุ : สำหรับคนที่เป็นคนชอบการเก็บตัว (Introverted) การทำหน้าที่ลำดับ 2 หรืออันเสริมของเขาจะถูกมองเห็นได้ง่ายกว่าโดยทั้งตัวเขาเองและโดยเฉพาะคนอื่นๆ ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะการทำหน้าที่อันหลักของเขาเป็น Introverted ทำให้เขาปิดโลกส่วนหนึ่งไว้กับตัวและยังไม่เปิดเผยให้คนอื่นเห็น

เมื่อคุณพบกับใครสักคนที่เป็น Introverted คุณจะพบเห็นการทำหน้าที่ลำดับ 2 ของเขาก่อน เพราะว่าเขาจะปิดความเป็นตัวตนที่แท้จริงของเขาเอาไว้ว่าจริงๆแล้วเขามีการทำหน้าที่อันหลักเป็นแบบไหน เขาเป็นคนแบบไหน จนกว่าที่เขาจะเชื่อใจคุณเขาถึงจะแสดงมันออกมาทั้งหมด ดังนั้นนี่จึงเป็นสาเหตุให้การเข้าหาคนประเภท Introverted เป็นเรื่องยากนิดๆ

ด้วยเหตุนี้ เวลาที่คนประเภท Introverted ทำแบบประเมินเกี่ยวกับ 8 การทำหน้าที่ (8 สมรรถนะของการรู้คิด) คะแนนของการทำหน้าที่ลำดับ 2 ที่ได้เลยอาจจะเยอะกว่าคะแนนของการทำหน้าที่ลำดับ 1 เสียอีก

การทำหน้าที่ใดก็ตามที่อยู่ในการทำหน้าที่ลำดับ 1 หรือที่รู้จักกันดีในนาม “ฮีโร่ของคุณ” เพราะมันช่วยให้คุณแก้ปัญหาต่างๆให้กลับกลายเป็นเรื่องดีและพบเจอกับความสำเร็จ มันเป็นการทำหน้าที่ที่คุณสามารถพึ่งพาหรือไว้ใจมันได้ตลอดเวลาและคุณก็มีความสุขที่ได้เชื่อมัน

การทำหน้าที่อันหลักโดยส่วนมากจะถูกพัฒนาในช่วงวัยเด็ก ระหว่างอายุ 13-16 ปี มันเป็นการทำหน้าที่อันเดียวที่สามารถพัฒนาได้ในช่วงวัยนี้

สำหรับ INTJ แล้ว ด้วยความที่เขามีการทำหน้าที่อันหลักเป็น Introverted Intuition (Ni) ทำให้เขามีไอเดียหรือความคิด/ข้อสรุปต่างๆมากมาย ซึ่งมันมาจากการที่อยู่ดีๆก็มีความคิดแว้บเข้ามาในหัวอย่างหาที่มาไม่ได้ และจะเป็นอย่างนี้อยู่เสมอๆ ไม่ว่าจะกำลังทำอะไรอยู่ก็ตาม

การทำหน้าที่ลำดับ 2 (บทบาทสนับสนุน)

การทำหน้าที่ลำดับ 2 หรือการทำหน้าที่อันเสริม เป็นการทำหน้าที่อันซึ่งแข็งแรงที่สุดรองลงมาจากการทำหน้าที่ลำดับ 1 โดยส่วนมากการทำหน้าที่อันนี้จะเริ่มพัฒนาในช่วงอายุ 21 ปี

ทั้งการทำหน้าที่ลำดับ 1 และการทำหน้าที่ลำดับ 2 ทำงานด้วยกันและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน มันทั้ง 2 แทบจะเป็นและสามารถอธิบายบุคลิกภาพของคนใดคนหนึ่งได้กว่า 90% ไปแล้ว ในช่วงอายุ 21 ปี

ทั้ง 2 การทำหน้าที่นี้รวมเข้าด้วยกันและยากที่จะแยกมันทั้ง 2 ออกจากกัน

สำหรับ INTJ แล้ว การทำหน้าที่ลำดับ 2 ของพวกเขาก็คือ Extraverted Thinking (Te)

เมื่อใดก็ตามที่เรายื่นมือไปช่วยเหลือใคร เราจะเริ่มต้นมันจากการทำหน้าที่ลำดับ 2 ตามด้วยการทำหน้าที่ลำดับ 3 ดังนั้นเมื่อเหล่า INTJ พยายามจะช่วยเหลือใครสักคน เขาจะใช้ความเป็น Te เป็นการทำหน้าที่อันแรก เขาจะพยายามช่วยเหลือในแนวทางการจัดระเบียบโลก ทำเรื่องต่างๆอย่างที่ดูแล้วมีความเข้าท่าในโลกแห่งความจริง ใช้การกำหนด วางแผน ตั้งเป้าหมาย หรืออื่นๆอีกมากมายตามลักษณะการทำงานของการทำหน้าที่แบบ Te

 การทำหน้าที่ลำดับ 3 (บทบาทผ่อนคลาย)

การทำหน้าที่ลำดับ 3 จะพัฒนาในช่วงวัยกลางคน และจะไม่มีทางเป็นการทำหน้าที่ที่แข็งแรงอย่างที่การทำหน้าที่ 2 อันแรกเป็น โดยในคนส่วนใหญ่ การทำหน้าที่ลำดับ 3 มักจะเป็นการทำหน้าที่ที่อ่อนแอ มันเป็นอะไรที่คุณไม่สามารถพึ่งพามันได้นั่นเอง

Introverted Feeling (Fi) เป็นการทำหน้าที่ลำดับ 3 สำหรับ INTJ

Fi อาจจะช่วยให้เหล่า INTJ เอาใจใส่ผู้คนรอบข้างมากขึ้น เหล่า INTJ อาจจะเป็นคนเย็นชาและดูเหินห่างจนกว่าการทำหน้าที่แบบ Fi จะพัฒนา พวกเขาอาจจะรู้สึกใส่ใจในความรู้สึกของคนอื่นมากขึ้น พวกเขาอาจจะทำสิ่งที่เป็นไปได้ยากในวัยเด็กหรือวัยรุ่น อันได้แก่ การมีความต้องการที่จะใช้เวลาที่มีไปกับการช่วยเหลือผู้อื่น เช่น การได้ทำงานเป็นคนฝึกสอนหรืองานที่อาศัยความสมัครใจ เป็นต้น

เมื่อใดก็ตามที่คุณยื่นมือไปช่วยเหลือคน การทำหน้าที่ลำดับ 2 จะถูกใช้เป็นอย่างแรกตามมาด้วยการทำหน้าที่ลำดับ 3 ดังนั้นสำหรับเหล่า INTJ แล้ว เวลาที่เขาจะช่วยเหลือใคร การทำหน้าที่แบบ Fi จะถูกเรียกใช้ควบคู่ไปกับการทำหน้าที่แบบ Te

การทำหน้าที่ลำดับ 4 (บทบาทเป็นสิ่งที่ต้องการ)

การทำหน้าที่ลำดับ 4 ถูกเรียกว่า Inferior เพราะมันไม่มีทางที่จะเป็นอะไรที่เราถนัดหรือพึ่งพาได้ แต่มันก็สามารถมีอิทธิพลทางด้านบวก

มันถูกเรียกว่าเป็นบทบาทที่เป็นความต้องการเพราะว่ามันคือสิ่งที่จะมีความหมายกับเราในตอนที่เราโตเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว มันเป็นสิ่งที่คุณหวังว่าคุณจะทำมันได้ดีขึ้นในอนาคต

การทำหน้าที่ลำดับ 4 ถูกขนานนามว่าเป็นประตูทางเข้าสู่ภาวะที่ขาดสติ(หมายถึงที่ไม่มีความรู้สึกตัวชั่วขณะ) ซึ่งจะมีพลังงานเก็บสะสมอยู่ ดังนั้น การเข้าถึงการทำงานลำดับ 4 สามารถนำคุณไปสู่พลังงานและแนวทางที่สร้างสรรค์ในระหว่างที่คุณกำลังคิดอะไรเพลินๆไปไกล

การทำหน้าที่ลำดับ 4 ของ INTJ คือ Extraverted Sensing (Se) การทำกิจกรรมแบบ Se จะช่วยเหล่า INTJ ผ่อนคลายและเข้าถึงพลังงาน/ไอเดียผ่านทางจิตใต้สำนึก (Unconscious)

การทำกิจกรรมในแบบของ Se ตัวอย่างเช่น การเดินป่า การปีนเขา การจ๊อกกิ้ง การขี่จักรยาน การถ่ายรูปธรรมชาติ ทำอาหาร วาดรูป เล่นเครื่องดนตรี หรือกิจกรรมใดๆก็ตามที่ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ถูกนำมาใช้

เมื่อทำกิจกรรมในแบบของ Se ในภาวะที่ไร้ความเครียด ไร้ความกดดัน เหล่า INTJ สามารถเชื่อมต่อไปยังจิตใต้สำนึกได้ และเขาอาจจะค้นพบอะไรน่าสนใจที่เป็นพลังงานให้กับเขา เป็นแรงบันดาลใจให้กับเขาในระหว่างที่เขาได้ทำกิจกรรมต่างๆเหล่านี้

อย่างที่กล่าวไปในตอนแรกว่า การทำหน้าที่ลำดับ 4 เราจะไม่มีทางถนัดมันหรือมันจะแข็งแรงเท่าการทำหน้าที่ลำดับ 1 และ 2 เหล่า INTJ คงไม่ขอพึ่งพาการทำหน้าที่แบบ Se ในการดำรงชีวิต

การทำหน้าที่ลำดับ 5 ถึง 8  (บทบาทเงา)

4 การทำหน้าที่สุดท้ายนี้จะเกิดขึ้นในจิตใต้สำนึกของเราหรือก็คือเวลาที่เกิดขึ้นตอนที่เราไม่ได้สติอยู่นั่นเอง

มันเลยหมายความว่า คุณจะไม่สามารถควบคุมมัน การทำหน้าที่เหล่านี้ยังอ่อนแอและไม่ถูกพัฒนาเนื่องจากมันไม่ค่อยถูกเรียกใช้

เมื่อคุณต้องการใช้หนึ่งในการทำหน้าที่ที่เปรียบเสมือนเงา (Shadow Functions) เหล่านี้ มันจะสร้างปัญหาให้คุณต้องปวดหัวอย่างแน่นอนเลยล่ะ

ขอให้ทราบว่าการศึกษาเจาะลึกไปยังการทำหน้าที่ลำดับ 5 ถึง 8 เป็นเรื่องที่เข้าสู่ระดับสูงแล้ว และคุณไม่จำเป็นต้องศึกษาไกลถึงขนาดนี้เพื่อที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับบุคลิกภาพก็ได้ คนหลายๆคนที่สนใจในเรื่องของบุคลิกภาพก็ไม่ค่อยอยากจะยุ่งกับเหล่าการทำหน้าที่แบบเงานี้เท่าไหร่นัก

การทำหน้าที่ลำดับ 5 (บทบาทต่อต้าน)

การทำหน้าที่อันใดก็ตามที่อยู่ในการทำหน้าที่ลำดับ 5 มันจะเป็นสิ่งที่ทำให้คุณดื้อดึง ไม่มีความเต็มใจที่จะทำ ตัวอย่างเช่น INTJ มีการทำหน้าที่ลำดับ 5 คือ Extraverted Intuition (Ne) พวกเขาคงจะปฏิเสธการกระทำที่มีความเกี่ยวข้องกับ Ne อย่างแน่นอน ถ้าพวกเขาทำมัน พวกเขาก็คงไม่มีความสุขแน่ๆ

กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับ Ne ยกตัวอย่างเช่น สำรวจความเกี่ยวข้อง/ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งของ, การระดมสมองหลายๆชั่วโมง และการพูดคุยถึงความเป็นไปได้ในอนาคตที่กว้างขวาง เป็นต้น

การทำหน้าที่ลำดับ 6 (บทบาทวิพากษ์วิจารณ์)

การทำหน้าที่ลำดับ 6 เป็นการทำหน้าที่ที่จะทำให้คุณต้องวิพากษ์วิจารณ์ทั้งตัวเองและผู้อื่นมากเกินไป และมันเป็นสิ่งที่คุณอ่อนแออีกด้วย คุณต้องใช้พลังงานอย่างหนักเพื่อที่จะใช้การทำหน้าที่อันนี้

สำหรับ INTJ แล้ว การทำหน้าที่ลำดับ 6 ของพวกเขาคือ Introverted Thinking (Ti) ตัวอย่างกิจกรรมแบบ Ti ได้แก่ การวิเคราะห์และแยกแยะไอเดียและแนวคิด การใช้ทฤษฏีที่ซับซ้อน การสร้างทฤษฎีใหม่ๆ เป็นต้น ถ้าเหล่า INTJ ต้องทำการกระทำแบบนี้ พวกเขาจะต้องใช้ความพยายามเป็นพิเศษ

การทำหน้าที่ลำดับ 7 (บทบาทผู้หลอกลวง)

การทำหน้าที่ลำดับ 7 ก็เป็นสิ่งที่อ่อนแอมากๆสำหรับคุณเช่นกัน มันจะทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณมองเห็นหรือคิดบิดเบือนไป

INTJ ที่มีการทำหน้าที่ลำดับ 7 เป็น Extraverted Feeling (Fe) ซึ่งการทำหน้าที่แบบ Fe จะต้องเชื่อมต่อและเข้าหาผู้คนภายนอก อ่านใจคน เข้าใจอารมณ์และสิ่งที่ซ่อนอยู่ในใจของผู้อื่น

ดังนั้นเหล่า INTJ ส่วนใหญ่จึงค่อนข้างมีปัญหากับในเรื่องของความสัมพันธ์ พวกเขาไม่เก่งในการอ่านใจคน พวกเขามีเวลาที่ยากลำบากในการอยู่ร่วมกับผู้อื่น ความสัมพันธ์ของเขาสามารถพบเจอกับความบิดเบือนและสิ่งที่ทำให้สับสนได้ นี่คืออุปสรรค์อย่างหนึ่งที่เหล่า INTJ ต้องเผชิญหน้าและฝ่าฟันเพื่อให้ความสัมพันธ์กับคนสำคัญราบรื่น

การทำหน้าที่ลำดับ 8 (บทบาทวายร้าย)

การทำหน้าที่ลำดับ 8 เปรียบเหมือนเป็นปีศาจและนักทำลาย การทำหน้าที่อันใดก็ตามที่อยู่ในส่วนของการทำหน้าที่ลำดับ 8 ไม่เพียงแต่มันจะอ่อนแอและพึ่งพาไม่ได้ แต่มันยังจะสร้างปัญหาที่จะทำให้คุณต้องเสียใจอีกด้วย

ยกตัวอย่าง INTJ การทำหน้าที่ลำดับ 8 ของเขาคือ Introverted Sensing (Si) ตัวอย่างกิจกรรมแบบ Si ได้แก่การเรียกความทรงจำของเหตุการณ์หรือสิ่งที่เกิดขึ้นที่ผ่านตาเรามาในอดีต การดึงความทรงจำของข้อมูลเช่น ลักษณะหน้าตา ชื่อ วันที่ เบอร์โทรศัพท์/ตัวเลข ฯลฯ ไม่เพียงแต่เหล่า INTJ จะไม่สามารถดึงความทรงจำเหล่านี้ได้อย่างแม่นยำแล้ว แต่พวกเขาอาจจะนึกไม่ออกเลยสักนิดหรือลืมไปเลยด้วยซ้ำ งานที่เกี่ยวข้องกับรายละเอียดหรือข้อมูลก็เลยเป็นงานหินสำหรับ INTJ เป็นอย่างมากเช่นกัน

โดยส่วนตัวอย่างที่รู้ๆกันว่าผมเป็น INTJ ผมมีประสบการณ์การที่ได้สัมผัสกับข้อเสียของการทำหน้าที่ที่อยู่ในลำดับ 8 มาแล้วอย่างหนัก คือในตอนที่มีคนถามผมว่า “ทานเข้าเช้ากับอะไร” โดยถามในระหว่างตอนเย็น เชื่อมั้ยว่ามีบางทีที่ผมนึกไม่ออกและไม่สามารถดึงความทรงจำมาได้เลย จนผมยังงงตัวเองว่าทำไมแค่นี้ถึงนึกไม่ออกกันนะ

 

ตารางการทำหน้าที่แบบรวมทั้ง 8 ลำดับของแต่ละ MBTI

 

MBTI/ลำดับ(1)(2)(3)(4)(5)(6)(7)(8)
INTPTiNeSiFeTeNiSeFi
ISTPTiSeNiFeTeSiNeFi
ENTPNeTiFeSiNiTeFiSe
ENFPNeFiTeSiNiFeTiSe
ISFPFiSeNiTeFeSiNeTi
INFPFiNeSiTeFeNiSeTi
INTJNiTeFiSeNeTiFeSi
INFJNiFeTiSeNeFiTeSi
ESTJTeSiNeFiTiSeNiFe
ENTJTeNiSeFiTiNeSiFe
ESFJFeSiNeTiFiSeNiTe
ENFJFeNiSeTiFiNeSiTe
ISTJSiTeFiNeSeTiFeNi
ISFJSiFeTiNeSeFiTeNi
ESTPSeTiFeNiSiTeFiNe
ESFPSeFiTeNiSiFeTiNe

 

รายละเอียดอย่างเจาะลึกของแต่ละสมรรถนะของการรู้คิด

นี่คือรายละเอียดค่อนข้างลึกเกี่ยวกับแต่ละการทำหน้าที่ (8 สมรรถนะของการรู้คิด) ขอให้ทราบว่า ถ้าหากในรายละเอียดของแต่ละแบบมีการใช้คำว่า “คุณ” หรือคำอื่นๆที่อ้างอิงไปถึงใครก็ตาม มันคือการกล่าวถึงผู้คนที่มีการทำหน้าที่อันหลัก (Dominant Function) หรืออย่างน้อยการทำหน้าที่อันเสริม (Auxiliary Function) เป็นการทำหน้าที่ในแบบนั้นๆ เช่น ถ้าในรายละเอียดของ Extraverted Sensing (Se) กล่าวไว้ว่า คนแบบ Se ชอบทำกิจกรรม คำว่า “คน” ในที่นี้หมายถึงใครก็ตามที่มีการทำหน้าที่อันหลัก(หรืออย่างน้อยอันเสริม) เป็นการทำหน้าที่แบบ Se นั่นเอง คุณจะสามารถรู้ได้ว่าคุณมีการทำหน้าที่ลำดับต่างๆเป็นแบบไหนบ้าง เมื่อคุณรู้ว่าคุณมี MBTI (ตัวอักษร 4 ตัว) เป็นแบบไหน แต่ถ้าคุณยังไม่รู้ MBTI ของตัวเอง ให้คลิ๊กที่หน้า แบบทดสอบ เพื่อค้นหา MBTI ของคุณ

Extraverted Sensing (Se)

Se เป็นการทำหน้าที่ที่จะสร้างความตระหนักรู้ต่อโลกภายนอกให้กับคุณ คุณจะชอบแรงกระตุ้นและการกระทำที่น่าตื่นเต้นในช่วงเวลาปัจจุบัน คุณจะทำสิ่งต่างๆทันทีโดยใช้ประสบการณ์ที่คุณพบเจอมาเป็นพื้นฐาน คุณตื่นตาตื่นใจกับการได้มองเห็น ได้รับรู้กลิ่น ได้ยินเสียง ได้สัมผัส ได้รับรสชาติ คุณใช้ชีวิตอย่างสนุกสนานจนสุดขอบเขตด้วยการได้ทำสิ่งต่างๆเหล่านี้ในโลกรอบๆตัวเรา คุณจะรับรู้ถึงสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นรอบตัวคุณแทบทั้งหมดและตลอดเวลา ชอบอยู่กับปัจจุบัน ไม่ชอบคิดเกี่ยวกับอดีตและอนาคต คุณอาจจะต้องระวังตัวไว้นิดหน่อยว่า คนอื่นๆไม่ได้คิดแบบเดียวอย่างที่คุณคิด เฉพาะคนที่มีการทำหน้าที่อันหลักหรืออันเสริมที่เป็น Se เท่านั้นที่จะคิดแบบเดียวกับคุณ คุณอาจจะมีความเก่งในกิจกรรมทางกายภาพบางอย่าง เช่น การเต้น, เล่นกีฬา เป็นต้น คุณมีพลังงานเป็นอย่างมาก จนคนอื่นอาจจะต้องถามคุณประมาณว่า “ยังไม่เหนื่อยอีกเหรอ?” คุณชอบที่จะได้ออกไปทำสิ่งต่างๆทั้งวัน การที่ต้องนั่งอยู่กับที่เป็นเวลานานๆ เช่น บนเครื่องบิน, โต๊ะทำงาน จะทำให้คุณรู้สึกแย่มาก เมื่อใดที่กิจกรรมที่มีความเกี่ยวข้องกับ Se (ที่ใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5) จบลงคุณคงรู้สึกเบื่อหน่ายหรือง่วงนอนทันที ลองนึกภาพถึงทหารหรือนักสืบที่ต้องเข้าไปอยู่ในห้องมืดๆ ซึ่งอาจจะโดนศัตรูโจมตีได้ตลอดเวลา พวกเขาต้องระวังตัวทุกฝีก้าวเดิน ตั้งใจฟังเสียงที่เบาที่สุดเท่าที่จะสามารถได้ยินของสิ่งรอบตัวว่ามีอะไรที่เคลื่อนไหวอยู่มั้ย นี่แหละคืออะไรที่ Se มีความเก่งมากที่สุด

 

Introverted Sensing (Si)
Si เป็นการทำหน้าที่ที่เป็นเหมือนที่เก็บรายละเอียดหรือข้อมูลของคุณ คุณยังใช้มันในการเปรียบเทียบกับข้อมูลอื่นๆภายในประสบการณ์ที่คุณได้พบเจอมา ตัวอย่างเช่น เมื่อคุณได้ดูหนังเรื่องหนึ่งซึ่งคุณสังเกตเห็นว่ามันคล้ายๆกับเรื่องที่คุณเคยดูมาก่อนหน้านี้หรือในตอนที่เราได้พบเจอกับใครสักคนซึ่งคุณคิดว่าเขามีลักษณะเหมือนกับอีกคนหนึ่งที่คุณรู้จัก เมื่อคุณได้รับข้อมูลอะไรใหม่ๆ คุณจะนำมันไปเปรียบเทียบกับข้อมูลที่คุณเคยมีอยูแล้วในทันที ด้วยการทำหน้าที่แบบ Si คุณสามารถดึงความทรงจำในอดีตได้อย่างแม่นยำ เห็นภาพชัดเจน หรือแม้แต่อารมณ์ต่างๆในตอนนั้นก็ถูก Si เก็บข้อมูลไว้ด้วย ถ้าพูดว่าเหล่า Si ทำได้อย่างกับกดย้อนดูเรื่องราวต่างๆเหมือนกับเป็นการกดปุ่มย้อนดูหนังในฉากนั้นๆใหม่ในหัวก็คงไม่เวอร์ไปเลยใช่มั้ยล่ะ Si มีแนวโน้มที่จะเป็นคนที่มีความจำ(ในรายละเอียด)ดีมากๆ พวกเขาสามารถเรียกข้อมูลในส่วนที่พวกเขามีความสนใจมาได้ง่ายๆ เช่น ชื่อหนังที่ชื่นชอบ, ชื่อนักฟุตบอล, ตัวเลขของอะไรบางอย่าง เป็นต้น การทำหน้าที่อันนี้ยังใช้ประสบการณ์ในอดีตเป็นตัวช่วยจัดการกับสถานการณ์ที่คล้ายๆกันในปัจจุบันอีกด้วย โดยสรุปแล้ว Si เป็นการทำหน้าที่ที่มีความสามารถในการจดจำและใส่ใจกับรายละเอียด/ข้อมูลเป็นอย่างมาก แต่ขอให้จำเอาไว้ว่า Si จะสนใจในสิ่งต่างๆที่อยู่ภายในหัวของเขา (Introverted) ดังนั้นมันจึงยากถ้าจะต้องเฝ้าสังเกตสิ่งต่างๆจากภายนอก
Extraverted Intuition (Ne)
Ne เป็นการทำหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการมองเห็นถึงความเป็นไปได้ทั้งหมดของสิ่งใดสิ่งหนึ่งในโลกภายนอกและเชื่อว่ามีอยู่ทางหนึ่งที่สามารถเป็นจริงได้ ทั้งนี้ก็อาจจะเพื่อทำให้อนาคตดีขึ้น คุณใช้การสังเกตเห็นถึงอะไรที่น่าสนใจเป็นการสร้างไอเดีย มันนำคุณเข้าสู่การระดมกำลังพลังสมองและคุณก็มีความสุขที่ได้ทำมันอีกด้วย Ne ยังเป็นการทำหน้าที่ที่จะสรุปหรือเชื่อมโยงไอเดียต่างๆเข้าด้วยกันซึ่งอาจจะถูกคนอื่นมองว่ายากที่จะเป็นจริงเนื่องจากพวกเขาเป็นคนมีจินตนาการสูง พวกเขาสามารถเข้าใจในไอเดียใหม่ๆได้เร็วกว่าคนส่วนใหญ่จะเข้าใจมัน Ne จะเก่งในเรื่องของการค้นหาความเกี่ยวข้องของคน,เหตุการณ์,สิ่งของ พวกเขาสามารถมองเห็นถึงความหมายของการกระทำต่างๆของคน Ne เป็นการทำหน้าที่ที่มีความสามารถในการพูดอย่างต่อเนื่อง พูดได้อย่างคล่องแคล่ว ในระหว่างที่พูดก็จะมีไอเดียเข้ามาอยู่เรื่อยๆและสามารถเปลี่ยนแปลงไอเดียเหล่านั้นให้เป็นคำพูดเพื่อที่จะอธิบายออกไปให้คนอื่นฟังได้ง่ายๆ พวกเขาจัดการนำประโยคทั้งหมดมารวมเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจได้อย่างเสร็จสรรพ พวกคน Ne จะมองภาพรวมก่อนเป็นหลักและค่อยลงลึกไปยังรายละเอียด โดยส่วนมากจะไม่ค่อยชอบหรือสนใจในรายละเอียดนัก แต่ก็สามารถจัดการมันได้ถ้ามันมีความจำเป็นที่จะต้องทำ
Introverted Intuition (Ni)
Ni เป็นการทำหน้าที่ที่มักจะมีลางสังหรณ์หรือการมองเห็นถึงอะไรบางอย่างอย่างลึกซึ้งซึ่งหลายๆทีมันก็เป็นเรื่องจริงซะด้วย Ni มักจะสนใจในเรื่องการค้นหาความหมายที่ซ่อนอยู่ในสิ่งต่างๆ ใครที่มีการทำหน้าที่นี้แข็งแรงมักจะมีช่วงเวลาที่พูดออกมาว่า “อย่างนี้นี่เอง” หรือ “ฉันเข้าใจแล้ว” อยู่บ่อยๆ Ni จะป้อนจิตใจด้วยข้อมูลและมักจะมีช่วงเวลาที่ปล่อยจิตใจให้นึกคิดไปตามจิตใต้สำนึก (Unconscious) เช่น ในขณะเวลาอาบน้ำ, ออกกำลังกาย หรือแม้แต่ในขณะขับรถ อยู่ดีๆก็มักจะมีคำตอบหรือความคิด/ข้อมูลอะไรออกมาอยู่ในหัว มันไม่ใช่เวทมนตร์หรือเรื่องมหัศจรรย์ของหรอกนะ โดยในความเป็นจริงแล้ว Ni น่าจะเป็นการทำหน้าที่ในส่วนของการรับรู้ข้อมูล (Perceiving functions) อันเดียวที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของเรา Ni ยังมีแนวโน้มที่จะให้ความสำคัญกับอนาคตสูง ต้องการมองเห็นภาพในอนาคตอย่างชัดเจน มีปัญหาในการมุ่งเน้นไปที่ปัจจุบันเพราะสามารถเข้าสู่ภาวะที่ใจลอยได้ง่ายๆและยังมีปัญหาในเรื่องการใส่ใจในรายละเอียดหรือข้อมูลเป็นอย่างมากถึงมากที่สุด เนื่องจากพวกเขาให้ความสำคัญกับการมองสิ่งต่างๆเป็นภาพรวมมากกว่าการเจาะลึกไปยังรายละเอียด ถ้าพวกเขาจะต้องจัดการเกี่ยวกับรายละเอียด ก็คงจะตกอยู่ในสถานการณ์ที่เครียดอย่างสุดๆและต้องใช้พลังงานเป็นอย่างมาก
Extraverted Thinking (Te)
Te เป็นการทำหน้าที่ที่จะตัดสินอะไรโดยใช้การคิดเชิงตรรกะอย่างมีเหตุผล พวกเขาสามารถแยกอารมณ์หรือความรู้สึกส่วนตัวออกจากข้อเท็จจริงเชิงรูปธรรมในระหว่างที่จะทำการตัดสินใจอะไรได้ มันเลยทำให้เป็นคนมีความยุติธรรม ด้วยเหตุนี้คนที่ใช้ Te เป็นการทำหน้าที่อันหลักหรืออันเสริมอาจถูกคนอื่นมองว่าเป็นคนเย็นชาหรือไม่เป็นมิตร พวกเขาอาจจะเป็นคนชอบออกคำสั่ง ช่างเลือกอีกด้วย พวกเขามีแนวโน้มที่จะเป็นคนมีความเป็นระเบียบเรียบร้อย การตัดสินใจของพวกเขาจะมุ่งเน้นที่ยังโลกภายนอกหรือโลกแห่งความจริง พวกเขาอยากสร้างผลกระทบต่อโลกที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆให้เหมาะสมกับในความคิดของพวกเขา พวกเขามีความทะเยอทะยานในการไล่ล่าเป้าหมาย ถ้าคุณต้องการจะวางแผน จัดระบบ และสร้างตารางการปฏิบัติให้กับโปรเจ็คต์ใหม่ของคุณ คุณคงต้องเลือกคนที่มีการทำหน้าที่อันหลักหรืออันเสริมเป็น Te เข้ามาช่วยแล้วล่ะ หัวสมองของเขาถูกสร้างมาอย่างเหมาะสมกับงานแบบนี้ คนที่ใช้การทำหน้าที่แบบ Te เป็นหลักยังสามารถจัดการอะไรสักอย่างให้ออกมาจากความวุ่นวายได้อีกด้วย เขาสามารถค้นพบวิธีการปฏิบัติที่ดีและอะไรที่สำคัญๆเพื่อที่จะบรรลุจุดประสงค์ในทางที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด
Introverted Thinking (Ti)
Ti เป็นการทำหน้าที่ที่จะส่งผลให้คนๆนั้นเป็นนักคิดเชิงวิเคราะห์ สามารถใช้ความคิดเชิงตรรกะได้อย่างดี หัวสมองของพวกเขาถูกสร้างมาเพื่อการนี้ พวกเขาสามารถเข้าใจถึงทฤษฎีอะไรที่ซับซ้อนได้อย่างรวดเร็วและนำไปประยุกต์ใช้ได้ Ti มีแนวโน้มที่จะเป็นคนให้ความสำคัญกับการใช้ภาษาที่ถูกต้องและจะไม่ชอบถ้าพบเจอใครใช้ภาษาหรือคำศัพท์อย่างผิดๆ พวกเขามีแนวโน้มที่จะมีคำศัพท์อยู่ในหัวอย่างมากมายและมีความสามารถในการจดจำคำศัพท์เป็นอย่างดี คนที่มี Ti การทำหน้าที่อันหลักมักจะถูกรู้จักกันดีในฐานะของนักคิดค้นหรือนักประดิษฐิ์ พวกเขาสร้างระบบ แบบตัวอย่าง หรือทฤษฎีอะไรใหม่ๆขึ้นมา พวกเขามีความต้องการที่จะรู้และเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าสิ่งต่างๆมันทำงานได้อย่างไร ถ้าคุณอยากได้ชื่ออะไรใหม่ๆ เช่น ชื่อผลิตภัณฑ์ใหม่, ชื่อบริษัทใหม่ คนที่มีการทำหน้าที่อันหลักหรืออันเสริมเป็น Ti จะช่วยคุณคิดค้นหาชื่อใหม่ได้อย่างดีแน่นอน หัวสมองของเขาถนัดในเรื่องการคิดหาชื่อใหม่ เช่นเดียวกันกับการคิดค้นสิ่งใหม่ๆ การสร้างทฤษฎีใหม่ๆ หรือแม้กระทั่งคำใหม่หรือวิธีในการพูดใหม่ๆ การทำหน้าที่แบบ Ti คืออันที่เหมาะสมที่สุดกับสิ่งเหล่านี้ นอกจากนี้คุณยังอาจสามารถขอความช่วยเหลือจากพวกเขาถ้าคุณพบปัญหาและต้องการคนที่จะมาช่วยคิด รับรองว่าคุณจะได้รับอะไรที่เป็นการคิดวิเคราะห์และยังมีความชัดเจน ปลอดจากความรู้สึกส่วนตัวเข้ามาเจือปน
Extraverted Feeling (Fe)
Fe เป็นการทำหน้าที่ที่จะตัดสินใจโดยใช้โลกภายนอก (สิ่งที่อยู่ข้างนอกจิตใจเรา) เป็นหลักและให้ความสำคัญกับผู้คนรอบตัวและมนุษยชาติ เวลาที่พวกเขาจะตัดสินใจอะไร พวกเขาใช้ค่านิยมเป็นเกณฑ์มากกว่าที่จะใช้ข้อเท็จจริงในเชิงรูปธรรม แต่ค่านิยมในจุดนี้ เป็นค่านิยมที่เกี่ยวข้องกับคนในกลุ่มใหญ่หรือทางด้านวัฒนธรรมมากกว่าที่จะเป็นค่านิยมส่วนตัวอย่างที่ Fi ทำ พวกเขาสนใจในผลกระทบของการตัดสินใจว่ามันจะเป็นเรื่องที่ดีขึ้นมั้ยหรือจะกระทบต่อคนรอบข้างมั้ยเป็นอย่างแรกและทำมันจนเป็นนิสัย เนื่องจากผู้คนรอบตัวเป็นสิ่งสำคัญสำหรับคนที่มี Fe เป็นการทำหน้าที่อันหลักมาก พวกเขาจึงพยายามจัดระบบชีวิตรอบตัวให้สามารถเชื่อมต่อกับคนอื่นๆได้ดีและมากขึ้น เช่น กับเพื่อนบ้าน เพื่อนที่เรียน เพื่อนร่วมงาน เป็นต้น พวกเขามีความสามารถในการรับรู้สิ่งที่คนในกลุ่มๆหนึ่งกำลังคิดหรือรู้สึก พวกเขามีเป้าหมายคือความปรองดองในกลุ่ม การสร้างและเชื่อมต่อความสัมพันธ์ก็เป็นสิ่งที่พวกเขาสนใจและให้ความสำคัญ พวกเขายังให้ความสำคัญกับสิ่งที่ถูกหรือผิด ดีหรือแย่ พวกเขาเข้าใจหลักจริยธรรม พวกเขาเหมาะกับงานที่สามารถให้ความบันเทิงและเชื่อมต่อกับผู้ชม เช่น นักร้อง นักเล่นตลก สัมภาษณ์ เป็นต้น หรือจะเป็นอะไรที่เกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือคนอื่น เช่น หมอ ก็ดีนะ คุณสามารถสังเกตเห็นคนที่มีการทำหน้าที่แบบ Fe เป็นอันหลักได้ง่ายๆในกลุ่ม เพราะเขาจะเป็นคนที่คอยช่วยเหลือทุกๆคนในกลุ่ม เป็นอาสาสมัครในการจัดการอะไรในกลุ่ม พวกเขาไม่มีความเป็นคนเห็นแก่ตัวเลยสักนิด
Introverted Feeling (Fi)
Fi เป็นการทำหน้าที่ที่จะตัดสินใจอะไรโดยใช้ค่านิยมส่วนตัวของคุณเป็นหลัก และโดยธรรมดาจะตัดสินอะไรโดยใช้ความรู้สึกส่วนตัวมากกว่าที่จะใช้ข้อเท็จจริงในเชิงรูปธรรม Fi เป็นการทำหน้าที่ที่มีความไวต่อความรู้สึกมากที่สุด พวกเขาอาจจะแสดงท่าทีแบบใช้อารมณ์โต้ตอบโดยหาสาเหตุที่ชัดเจนไม่ได้ มันต้องใช้ความพยายามพอสมควรที่จะเข้าใจถึงค่านิยมต่างๆของพวกเขา หลายๆครั้งที่ Fi ไม่เข้าใจหรือรับรู้ถึงความชอบ/ความต้องการส่วนตัวของเขาจนกระทั่งถูกคนอื่นกระทำคล้ายๆว่าเป็นการหลอกใช้โดยบังเอิญ อย่างไรก็ตาม Fi มีข้อดีหลายอย่างที่เรายังไม่ได้พูดถึง Fi เป็นคนที่มีความสามารถในการเข้าถึงจิตใจของคนอื่น (โดยเฉพาะคนที่มีเรื่องทุกข์ใจหรือที่เข้ามาขอความช่วยเหลือ) พวกเขาอาจมีระดับในการเห็นอกเห็นใจผู้อื่นสูงมากที่สุดเมื่อเทียบกับการทำหน้าที่แบบอื่นๆ เพราะอะไรน่ะเหรอ? ก็เพราะว่าพวกเขารู้ว่าอะไรที่สามารถทำให้เราเจ็บปวดหรือทุกข์ทรมานใจได้ คนที่มีการทำหน้าที่อันหลักเป็น Fi สามารถพบเจอได้บ่อยๆที่งานเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพหรือการให้คำปรึกษา เนื่องจาก Fi อาจพิจารณาสิ่งต่างๆว่าเป็นการดูถูกได้อย่างง่าย พวกเขาจึงรู้ดีว่าอะไรที่อาจทำร้ายคนอื่นทางด้านจิตใจ พวกเขาจึงจะปฏิบัติกับทุกคนด้วยความห่วงใยและความอบอุ่น ถ้าคุณอยากได้ใครมาปลอบใจในเวลาที่คุณได้รับความเจ็บปวดจากการโดนทำร้ายความรู้สึกของคุณ คุณสามารถเล่าเรื่องราวให้กับเหล่า Fi ได้เลย และพวกเขาจะช่วยทำให้คุณรู้สึกดีขึ้น มากกว่าคนที่มีการทำหน้าที่แบบอื่นๆจะสามารถทได้อย่างแน่นอน

การฝึกบริหาร 8 สมรรถะของการรู้คิด

คุณอาจจะต้องการทดลองฝึกใช้การทำหน้าที่ต่างๆทั้ง 8 แบบนี้ใช่ไหม นี่คือรายละเอียดของการฝึกบริหารการใช้การทำหน้าที่ทั้ง 8 ที่มีผู้เชี่ยวชาญทางด้านการปฏิบัติได้พัฒนาเพื่อที่จะช่วยคนให้เข้าใจถึงการทำงานของการทำหน้าที่ทั้ง 8 ตลอดจนช่วยให้พวกเขาฝึกและพัฒนาการทำหน้าที่ส่วนที่เป็นเงา (Shadow Functions) ของแต่ละคน

เมื่อรู้ถึงรายละเอียดและจุดที่อาจจะสร้างข้อเสียของเราได้แล้ว เรามาลองฝึกบริหารการใช้ทั้ง 8 สมรรถนะของการรู้คิดกันเถอะ ในระหว่างการฝึก คุณจะต้องเลือกวัตถุอะไรก็ได้มา 1 อย่าง ดินสอ, ส้ม, ขวดน้ำ, ลูกอม ฯลฯ 

Extraverted Sensing (Se)  สำรวจวัตถุที่คุณได้เลือกมาด้วยประสามสัมผัสทั้ง 5 โดยการ มองไปที่วัตถุ, ลองชิมรสชาติ (ถ้ามันกินได้นะ), ดมกลิ่นของมัน, ลองเคาะมันดูสิว่ามันมีเสียงมั้ยแล้วอย่างไร

Introverted Sensing (Si) – ถือวัตถุนั้นแล้วก็คิดถึงประสบการณ์ที่คุณเคยมีกับมันสิ มันคล้ายกับอะไรอย่างอื่นที่คุณนึกได้อีกไหม มันเป็นอย่างไร คุณเคยใช้มันอย่างไรบ้าง มันเกิดขึ้นในเวลาใด แล้วใครเป็นคนทำ เป็นต้น

Extraverted Intuition (Ne) – ไปพูดคุยกับใครก็ได้เกี่ยวกับวัตถุที่คุณได้เลือกมาว่าคุณสามารถทำอะไรกับมันได้บ้าง เอาเฉพาะสิ่งที่คุณไม่เคยทำกับมันมาก่อน

Introverted Intuition (Ni) – ลองหลับตาลงแล้วคิดดูสิว่าวัตถุนั้นมันมีความหมายต่อคุณอย่างไร มันเป็นสัญลักษณ์ของอะไร

Extraverted Thinking (Te) – ให้คุณนึกถึงความแตกต่างของวัตถุโดยการใช้เกณฑ์ที่เป็นรูปธรรมในการตัดสินเท่านั้น จากนั้นลองถามคนอื่นเกี่ยวกับเกณฑ์ที่คุณใช้ดูสิ ว่าเขาคิดเหมือนกับเราไหม ถ้าไม่เขาคิดว่าอย่างไร

Introverted Thinking (Ti) – ให้คุณนึกถึงวัตถุหลายๆอย่างที่คุณมี จากนั้นลองจัดหมวดหมู่ให้กับมันภายในใจคุณ แบ่งมันเป็น 2 กลุ่มหลักๆ จากนั้นลองเขียนสิ่งต่างๆที่คุณจัดแล้วพิจารณาดูว่ามีวัตถุไหนที่ซ้อนหมวดหมู่กันหรือไม่

Extraverted Feeling (Fe) – ทำอะไรให้ใครก็ได้ที่จะช่วยให้เขารู้สึกดีขึ้นโดยใช้วัตถุที่คุณได้เลือกมา

Introverted Feeling (Fi) – หลับตาลงและลองคิดดูสิว่าวัตถุที่คุณเลือกมานั้นมันสะท้อนให้คุณเห็นอะไรบางอย่างที่สำคัญกับคุณมากๆมั้ย